
ความสวยงามที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากจะมาเยือน….
เมืองที่เต็มไปด้วยอารยธรรมโบราณนับหลายร้อยปีด้วยมนต์เสน่ห์ที่น่าหลงใหล แถมเที่ยวง่าย ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
ที่สำคัญคือช่วงนี้ที่เมืองพุกามมีบอลลูนด้วยนะ สามารถมาชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าพร้อมกับชมบอลลูนที่ลอยอยู่ท่ามกลางทะเลเจดีย์นับพัน อารมณ์เหมือนภาพที่เราเคยเห็นในนิตยสาร ในที่สุดเราก็มาเห็นด้วยตาของตัวเองสักที ตามไปดูกันว่าทริปนี้เราไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง รับรองว่าแต่ละที่นั้นสวยงามจนเราเองต้องร้องว้าววว
ซึ่งทริปพม่าของเราในครั้งนี้จองเที่ยวบินและก็โรงแรมทั้งเมืองมัณฑะเลย์และพุกามผ่าน Traveloka ทั้งหมด อารมณ์แบบว่าอยากจะเที่ยวแบบสบายๆ ไม่ต้องกังวลอะไรระหว่างทริป เพราะเค้ามีสายการบินให้เลือกมากกว่า100สายการบินชั้นนำ แถมมีบริการ Customer Service ตลอด24ช.ม. ที่สำคัญคือเราสามารถรับ e-ticket ผ่านช่องทางแอปได้เลย บอกเลยว่าสบายสุดๆจร้า

ทริปนี้เป็นครั้งแรกของเราที่เมืองมัณฑะเลย์ เค้าบอกว่าถ้ามาเมืองมัณฑะเลย์ต้องมา “มัณฑะเลย์ฮิลล์ (Mandalay Hill)” เพื่อมาชมความงาม ได้กราบไหว้ศักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และชมทัศนียภาพทั่วเมืองมัณฑะเลย์บนยอดมัณฑะเลย์ฮิลล์แห่งนี้

เมื่อเราขึ้นบันไดเลื่อนมาจนถึงยอดบนสุดของมัณฑะเลย์ฮิลล์ เราได้เห็นวิหารซูตองพญา ซึ่งจากข้อมูลท่องเที่ยวจะเป็นที่ประดิษฐาพระพุทธรูปทั้งสี่ทิศ พระกกุสันโธ พระโกนาคมน์ พระกัสสป และพระสมณโคดม เพื่อให้เราได้กราบไหว้ขอพรได้ทั้งสี่ทิศเพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต สถาปัตยกรรมภายในวิหารมีการตกแต่งด้วยกระจกชิ้นเล็กๆหลากสีปะติดกันเป็นลวดลาย ยิ่งทำให้วิหารแห่งนี้สวยงามมีเสน่ห์เป็นอย่างมากและถือได้ว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญอีกหนึ่งที่เลยทีเดียว


มัณฑะเลย์ฮิลล์ ยังถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่มีจุดชมวิวที่สวยที่สุดเลยก็ว่าได้ หากใครมาต้องห้ามพลาดค่ะ สามารถมองเห็นมืองมัณฑะเลย์ได้ 360 องศา นอกจากนี้ยังสามารถมองเห็นแม่น้ำอิรวดีและพระราชวังมัณฑะเลย์ได้อีกด้วย


กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เรียบร้อย ภายในยังมีที่สรงน้ำประจำวันเกิดด้วย มาที่นี่ได้อิ่มบุญกันถ้วนหน้าเลยค่ะ

สถานที่ต่อมาเรามากันที่ “วัดสันตะมุนี (Sadarmuni Pagoda)” จากปากทางหน้าวัดเราสะดุดตาด้วยดอกบัวที่ถูกจัดมัดไว้อย่างสวยงามและแม่ค้าที่ใช้ทานาคาประหน้า จึงไม่พลาดที่จะขอถ่ายรูปจะซื้อดอกบัวเพื่อนำไปไหว้พระ เสน่ห์ของวัดนี้จะมีเจดีย์ขนาดเล็กสีขาวมากมายล้อมรอบ และเป็นวัดที่สร้างในสมัยพระเจ้ามินดง อีกทั้งยังเป็นวัดที่มีศิลาจารึกพระไตรปิฎกอีกด้วย


มาต่อกันที่ “เจดีย์พญาเธียรดาน” ตั้งอยู่ในเมืองมิงกุน โดยเราใช้เวลานั่งรถจากเมืองมัณฑะเลย์มามิงกุนประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เจดีย์องค์นี้ยังถูกสร้างขึ้นให้เป็นสักขีพยานรักของราชนิกุลอังวะ โดยพระเจ้าบากะยีดอร์ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักที่มีต่อพระมเหสีชินพิวเม ที่สิ้นพระชนม์ไปก่อนที่พระเจ้าบากะยีดอร์จะขึ้นครองราชย์ จึงเรียกว่า ทัชมาฮาลแห่งลุ่มน้ำอิรวดี

บันไดทางขึ้นไปยังเจดีย์ เพื่อไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เนื่องด้วยเจดีย์แห่งนี้เปรียบเสมือนเจดีย์จุฬามณีที่ตั้งอยู่เหนือเขาพระสุเมรุตามความเชี่อในไตรภูมิพุทธศาสนาที่ว่า คือแกนกลางจักรวาลซึ่งถูกล้อมรอบสันตบริพันธ์ และพระมหานทีสีทันดรทั้ง 7 ชั้น โดยที่องค์พระเจดีย์มีสีขาวทั้งองค์ ประกอบด้วยแต่ละชั้นเป็นรูปลักษณะเกลียวคลื่น ที่มีความสวยงามแปลกตา ต่างจากเจดีย์อื่นๆ


เรากลับเข้ามาในเมืองมัณฑะเลย์ เพื่อมาที่ “สะพานไม้อูเบ็ง” ซึ่งถือว่าเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในโลกที่มีความยาว 1,200 เมตร ที่ใช้ไม้สักทั้งหมดมีอายุกว่า 200 ปี ไม้สักเหล่านี้เคยเป็นส่วนประกอบสำคัญต่างๆแห่งพระราชวังเก่ากรุงอังวะ ซึ่งปัจจุบันถูกแปรสภาพมาเป็นสะพานที่สามารถข้ามไปยังวัดจ็อกตอจี ที่มีภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยาอีกด้วย

เรามาสะพานไม้อูเบ็งในช่วงเวลาเย็น เพื่อมาชมแสงสวยๆของพระอาทิตย์ก่อนจะลับขอบฟ้า ประกอบกับช่วงเย็นอากาศค่อนข้างเย็นสบายมีลมพัด เราจึงเก็บภาพบรรยากาศนักท่องเที่ยวที่นั่งล่องเรืออยู่ใต้สะพานดูชิวกันสุดๆ

แอบเก็บภาพหนุ่มพม่าปั่นจักรยานขายไอศครีมอยู่บนสะพาน เห็นโคนไอศครีมมีสีสันเย้ายวนให้เด็กๆมาซื้อได้อย่างมากมาย

สะพานไม้นี้มีนักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ ตลอดถึงพระสงฆ์แม่ชี ก็มาเยี่ยมชมกันเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน


ที่เมืองมัณฑะเลย์เราสามารถเดินทางไปเมืองพุกามได้หลายวิธีไม่ว่าจะโดยเครื่องบิน มินิบัส เหมารถ หรือรถบัสขนาดใหญ่ แต่ทริปนี้ขาไปเราขอลองนั่งแบบมินิบัส ของ OK Express ซึ่งเป็นรถที่คนพม่าส่วนใหญ่เลือกใช้ เพื่อได้สัมผัสวิถีของคนที่นี่กัน

Bagan หรือ พุกาม เป็นอีกหนึ่งเมืองในประเทศพม่าที่มีมนต์เสน่ห์เพราะสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยทะเลเจดีย์กว่า 2,000 องค์ ซึ่งจากเดิมเคยมีมากถึง 4,446 องค์เลยทีเดียว ไม่ว่าจะยืนอยู่มุมไหน วิวตรงหน้าเราก็สวยงามไปหมดจนเราสามารถใช้เวลาชื่นชมกับเมืองนี้ได้เป็นวันๆเลยค่ะ





ทั้งอาณาเขต ล้อมรอบด้วยทะเลเจดีย์ ดั่งที่เราเรียกสถานที่นี้ว่า อาณาจักรพุกาม มีความงดงาม เงียบสงบและมีมนต์ขลังด้วยวัดและเจดีย์ต่างๆ หลังจากดูพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว เราก็มาเดินชมบริเวณรอบๆ ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกไม่มีเบื่อเลย ไม่ว่าจะหันไปทิศไหนก็สวยงามไปหมด ทั้งธรรมชาติแวดล้อมและเจดีย์เก่าแก่


การได้มาเที่ยวชมเมืองพุกาม ทำให้เราเห็นถึงความรุ่งเรืองทางพุทธศาสนาในสมัยก่อนเป็นอย่างมาก และถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ที่มีความสวยงาม และเจดีย์วัดต่างๆยังมีความสมบุรณ์ให้เราได้ชมอยู่ แม้ว่าจะมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ทำให้บางเจดีย์หักพังให้เราได้เห็นร่องรอยบ้างก็ตาม


ที่อาณาจักรพุกามแห่งนี้เราสามารถมารอชมพระอาทิตย์ขึ้นได้ตั้งแต่ตีห้า ตลอดจนเที่ยวชมพระเจดีย์วัดต่างๆได้ทั้งวัน และระหว่างทางของเรายังคงเห็นมีการใช้เกวียนเป็นพาหนะ เป็นวิถีชีวิตของคนในเมืองนี้ ซึ่งในยุคปัจจุบันเราหาดูได้ยากมากแล้ว


เดินทางมาเที่ยวต่อกันที่ “Kubyauk-gyi Hpaya (Wetkyi-in)” วิหารกุบยางจี ที่นี่ห้ามถ่ายภาพในวิหาร รูปทรงภายนอกแบบพุทธคยาของอินเดีย และมีความงดงามของจิตรกรรมฝาผนังที่ค่อนข้างสมบูรณ์ จากข้อมลรูปภาพบางชิ้นส่วนถูกตัดออกไปไว้ที่เยอรมัน ซึ่งเราสามารถเห็นร่องรอยได้

ถัดไปไม่ไกลคือ “Ananda Phaya วัดอนันดา” ภายในคือมหาวิหารขนาดใหญ่ ที่ถูกสร้างแล้วเสร็จในสมัยพระเจ้าจานซิตา เป็นวัดที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น เพชรน้ำเอกของพุทธศิลป์สกุลช่างพุกาม ซึ่งเดิมยอดเจดีย์เป็นสีขาวแต่ปัจจุบันรัฐบาลพม่าได้ทาสีทองทับเพื่อสมโภชการสร้างอานานดาพะย่าครบรอบ 900 ปี นับได้ว่าอลังการงานสร้างสุดๆ


บริเวณรอบๆวัดหากนักท่องเที่ยวไม่อยากจะเหนื่อยกับการเดินชม ก็สามารถนั่งรถม้าเที่ยวชมเจดีย์ใกล้เคียงนั้นได้ ซึ่งแน่นอนเราไม่พลาดกับการนั่งรถม้าที่นี่ เป็นการท่องเที่ยวที่สนุกอีกรูปแบบหนึ่งเลยหล่ะ

มาต่อกันอีกหนึ่งที่กับ “Thatbyinnyu Phaya เจดีย์วิหารทัตบินยูหรือวัดสัพพัญญู” เป็นเจดีย์เก่าแก่ที่สูงที่สุดในพุกาม แต่ขึ้นไม่ได้ ภายในมี 5 ชั้นเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปมากมาย และยังมีส่วนที่เป็นหอพระไตรปิฎกอีกด้วย

ระหว่างกับไปยังที่พัก ข้างทางเราพบเจอกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพุกามที่ยังคงดำรงวิถีชีวิตแบบคนสมัยก่อน เราจึงรีบลงรถเพื่อขอเก็บภาพไว้ซักหน่อย เป็นภาพที่อธิบายวิถีชีวิตของคนที่นี่ได้ดีที่สุด

ก่อนกลับกรุงเทพฯ เราย้อนมาเที่ยวที่เมืองมัณฑะเลย์กันอีกครั้ง สถานที่ต้องห้ามพลาดมาเลยคือ “วัดพระมหามุนี” ภายในคือพระมหามัยมุนีเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของพม่า
พระมหามัยมุนี เป็นหนึ่งในห้าศาสนวัตถุที่ศักดิ์สิทธิ์ของพม่า และด้วยความเชื่อว่าพระพุทธมหามัยมุนีนี้เป็นพระพุทธรูปที่มีชีวิต เพราะชาวพม่าเชื่อว่าพระพุทธเจ้าได้มาประทานลมหายใจอันศักดิ์สิทธิ์เข้าไปในพระวรกายของพระพุทธรูปองค์นี้ จึงมีประเพณีล้างพระพักตร์ถวายทุกเช้าในเวลาประมาณ 04:00 น. จึงมีพุทธศาสนิกชนทุกคนมาเข้าร่วมพิธีนี้อย่างเนืองแน่น


ระหว่างเข้าร่วมพิธีมีแม่ชีพม่าร่วมกันสวดมนต์ ยิ่งทำให้พิธีมีความขลังและศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก เราจึง ได้เห็นพลังศรัทธาของผู้คนและรู้สึกอิ่มเอมใจที่ได้เข้าร่วมประเพณีนี้กับชาวพม่า

หลังจากเสร็จพิธีล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนี เรามาเที่ยวชมต่อกันที่ “วัดกุโสดอร์ (Kuthodaw Pagoda)” เป็นอีกหนึ่งวัดที่สร้างโดยพระเจ้ามินดง วัดแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นอนุสรณ์แห่งการสังคายนาพระไตรปีฎกครั้งที่ 4 องค์พระเจดีย์สีเหลืองทองสวยงามและทรงคุณค่ามาก

ก่อนเข้าวัดเราซื้อดอกไม้เพื่อเข้าไปกราบศักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้านใน นอกจากนี้บริเวณโดยรอบเป็นศิลาจารึกพระไตรปิฎก 84,000 พระธรรมขันธ์ ลงบนหินอ่อน 729 แผ่น ถือว่าเป็นพระไตรปิฎกเล่มใหญ่ที่สุดในโลก

สถานที่สุดท้ายคือ “พระราชวังมัณฑะเลย์ (Mandalay Palace)” ภายในมีพื้นที่ค่อนข้างกว้างและถูกสร้างโดยพระเจ้ามินดงเป็นพระราชวังที่สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง แต่เนื่องด้วยเรามีเวลาเหลือไม่มากเพราะจะต้องรีบไปสนามบินให้ทันเวลาจึงได้มาชมแค่เพียงรั้วพระราชวังแต่ก็ยังได้เห็นความงามของสถาปัตยกรรมแกะสลักไม้สักได้อยู่บ้าง ซึ่งการได้มาเยี่ยมชมในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทริปในความทรงจำของพวกเราค่ะ








Leave a Reply