เสียมเรียฐเมืองแห่งมรดกโลก ที่ต้องมาได้ยลโฉมกันสักครั้งในชีวิต จนเกิดเป็นประโยคๆนึงที่ติดหูหลายๆคนอย่าง “See Angkor And Die” แถมเป็นเมืองมรดกโลกที่อยู่ใกล้บ้านเรามากกกก เป็นความภูมิใจเล็กๆที่เราจะได้เห็นสิ่งที่ผู้คนทั่วโลกต่างก็พากันข้ามน้ำข้ามทะเลมาดูนับล้านคนต่อปี

ซึ่งทริปนี้เรามากัน 3วัน2คืน เลือกพักที่โฮสเทลชิคๆอย่าง Lub d Hostel ที่อยู่ใจกลางเมืองเสียมราฐและใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวยามค่ำคืนอย่าง Pub Street และ Night Market พร้อมกับการออกทริปไปเที่ยวชมปราสาทแบบ Small Tour ที่จะพาเราไปเฉพาะจุดที่สำคัญๆ ถึงจะมีเวลาน้อยก็สามารถเที่ยวได้นะ
“Lub d Hostel “ โฮสเทลชิคๆที่อยู่ย่านใจกลางเมือง ด้วยรูปแบบการตกแต่งและการออกแบบของโฮทเทลที่ดูสวยสะดุดตา แถมราคาจับต้องได้ จึงทำให้เราเลือกที่นี่กันแบบไม่ลังเล พร้อมทั้งเรื่องของทำเลที่ตั้งที่ค่อนข้างสะดวกในการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ


ห้องพักที่เราเลือกจะเป็นห้องแบบ ไพรเวท เป็นห้องที่ไม่ใหญ่มากครับ นอนได้2คน แต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแบบครบครัน ไม่ว่าจะเป็นแอร์ ทีวี ตู้เย็น ไดร์เป่าผม ที่สำคัญคือ ห้องนี้ราคาแค่หลักพันต้นๆเท่านั้น ซึ่งห้องพักของที่นี่มีให้เลือกทั้งหทด2แบบครับ แบบห้องดอม(พักรวม) และแบบไพรเวท ซึ่งห้องพักแบบไพรเวทที่พวกเราเลือกกันนั้นดูเรียบง่ายครับ ด้วยการตกแต่งและคุมโทนสีได้อย่างลงตัว ห้องเล็กกระทัดรัดพอดีกับการนอน2คน ^^



เมื่อเช็คอินและเข้าห้องพักเสร็จ ก็ได้เวลา lunch ของพวกเราแล้ว อาหารที่เราสั่งล้วนแล้วเป็นเมนูแนะนำจากทางโฮสเทลเลยครับ การตกแต่งและการใช้ภาชานะดูเก๋ไก๋มากๆ ซึ่งที่นี่จะมีบริการทั้งอาหารและเครื่องดื่มตลอดทั้งวันเลยครับ เรียกได้ว่ารสชาติถูกปากคนไทยอย่างเราๆเลยหละ


ที่นี่ถึงจะเป็นโฮสเทลเล็กๆ แต่มีมุมRelexให้แบบจัดเต็มมากๆ เป็นการใช้พื้นที่ได้แบบคุ้มค่าจริงๆ บรรยากาศเหมาะกับคนที่ชอบความสนุกสนานและชอบเข้าสังคม พบปะ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ การออกแบบของ Lub d Hostel จะดูคล้ายๆกับหมู่บ้าน “กัมปงพลัวะ” คือ จะเน้นเสาสูงให้ดูโปร่งแบบมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่แปลกเลยที่โฮสเทลนี้จะได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากมาย

อย่างที่บอกครับว่าที่นี่เขาเสิร์ฟเครื่องดื่มและอาหารตลอดทั้งวันที่ ” The Little Red Fox Bar & Cafe “ แทบจะใช้ชีวิตชิลๆอยู่ภายในโฮสเทลโดยที่ไม่ต้องออกไปไหนได้เลย


สำหรับใครที่มาเที่ยวพักผ่อนแล้วยังห่วงของเรื่องงานอยู่ ที่โฮสเทลก็มีห้อง Co-Working Space ไว้คอยให้บริการ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความเงียบสงบเพื่อใช้ความคิด ดูเป็นส่วนตัวและน่านั่งทำงานมากๆ

สำหรับใครที่ต้องการออกไปเที่ยว หรือสอบถามข้อมูลต่างๆของการท่องเที่ยวในเสียมราฐ ที่โฮสเทลยังมีจุดบริการของ Adventure Travel Co. ที่สามารถซื้อทริป ทั้งรถรับ-ส่ง รวมถึงไกด์ บอกเลยว่าสะดวกมาก ซึ่งเราเองก็ไม่พลาดที่จะใช้บริการครับ โดยเราเลือกทริปแบบ Small Tour เที่ยวปราสาทต่างๆในวันพรุ่งนี้ ซึ่งราคาสำหรับรถที่จะพาเราไปอยู่ที่ 16$/คัน เท่านั้นเอง^^

ข้อดีของ Lub d Hostel คือ อยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวยามเย็นที่ขึ้นชื่อของเมืองเสียมราฐมากๆ อย่างเช่น Pub Street , Night Market สามารถเดินจากหน้าที่พักมาได้เลย เพียงแค่ 10-15 นาทีเท่านั้น มีทั้งแหล่งซ็อปปิ้ง ร้านอาหาร ของฝาก เยอะแยะมากมาย นอกจากอาหารทั่วๆไปแล้ว อาหารแบบแปลกๆก็ยังมีให้ลิ้มลองอีกด้วยครับ แปลกแบบไหนดูได้จากในภาพเลยจร้าา



เดินเล่นเดินกินกันเสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลากลับมาที่พักเพื่อพักผ่อนกัน เพราะพรุ่งนี้เรามีนัดกับรถที่จะพาเราไปทัวร์ปราสาทกันแต่เช้า

วันที่สอง :
ก่อนการออกไปเที่ยวเราเริ่มต้นด้วยอาหารเช้าแบบจัดเต็มกันมาก เพราะการออกไปเที่ยวคงต้องใช้พลังงานในการเดินกันเยอะ ซึ่งเมนูอาหารเช้าที่นี่อาจจะดูไม่คุ้นตากันสักเท่าไหร่ (แต่ชอบ) เพราะมีให้เราเลือกเยอะดี สามารถสั่งได้เลย ไม่ว่าจะเป็น Bai Sach Chrouk (ข้าวหมูย่าง) , Pizza และกาแฟทั้งร้อนและเย็น

สถานที่แรกที่เราจะต้องมากันก่อนจะไปทัวร์ก็คือ จะต้องมาทำบัตรเพื่อเข้าชมสถานที่ต่างๆกันก่อนที่อังกอร์เอ็นเตอร์ไพรซ์ ในราคาคนละ 37$/1 วัน ซึ่งในบัตรใบนั้นจะต้องมีรูปหน้าเราด้วยนะ โดยเจ้าหน้าที่จะทำการแชะภาพเราตอนที่ซื้อตั๋ว

ใช้เวลาไม่ถึง5นาที คือเร็วมากอ่ะ เราก็จะได้บัตรที่มีรูปร่างหน้าตาแบบนี้ ฮ่าๆ พวกเราขอโชว์หน้ากันแบบไม่เซ็นเซอร์เลยละกัน ^^ แต่สำหรับใครที่ต้องการซื้อตั๋วเข้าชมมากกว่า1วัน สามารถเลือกซื้อเป็น 3วัน และ7วัน ได้นะ แต่ราคาก็จะเพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งราคา3วันจะอยู่ที่ 62$ ส่วนราคา 7วันจะอยู่ที่ 72$ ดูๆแล้วราคาค่อนข้างจะแพงเลยทีเดียว แต่หากเราคิดว่ามันคือเงินที่เอาไว้ดูแลรักษาและบำรุงสิ่งมหัศจรรย์ของโลกหละก็…ถือว่าคุ้มค่ากับการจ่ายครับ

นั่งรถจากที่ทำบัตรประมาณ 20นาที สถานที่แรกที่เรามาก็คือ “นครวัด” ครับ สิ่งปลูกสร้างทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “อังกอร์วัด” เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่สำคัญ เพราะถือว่าเป็นจุดท่องเที่ยวหลักๆของเมืองเสียมราฐเลยก็ว่าได้ แถมยังได้ลงทะเบียนเป็นมรดกของโลกอีกด้วย การเดินเที่ยวชมมีวิธีเดียวครับ ก็คือการเดินเท่านั้น แต่โชคดีที่วันนี้อากาศดี มีฝนปรอยๆ เลยทำให้ไม่ร้อนสักเท่าไหร่ ซึ่งตลอดของเส้นทางเดินภายในปราสาท เราก็จะได้เจอกับรูปแกะสลักบนผนังที่สวยงามมากมาย ซึ่งแต่ละภาพนั้นก็จะบ่งบอกถึงเรื่องราวต่างๆในยุคของสมัยนั้น ทำให้การเดินเที่ยวชมเปนไปด้วยความตื่นตาตื่นใจถึงความอลังการในการสรรค์สร้างของสถาปัตยกรรม


ช่วงหน้านี้เป็นช่วงฤดูฝน จึงทำให้เราได้เห็นถึงความเขียวของต้นไม้ใบหญ้า ประกอบกับสายฝนและลมพัดรอบๆปราสาท ทำให้เราสามารถเพลิดเพลินกับความงดงามของอังกอร์ และนั่งชิลจนไม่อยากลุกไปไหนเลย

เมื่อเดินเข้ามาภายในส่วนในสุดของอังกอร์ เราอาจจะต้องรอคิวซักหน่อย เพราะเจ้าหน้าที่จำกัดจำนวนคนเข้าชมและเนื่องจากบันไดทางขึ้นค่อนข้างสูงชันมาก สร้างความหวาดเสียวได้ไม่น้อย แต่ก็คุ้มค่ากับการได้เข้าไปเยี่ยมชมสักครั้งหนึ่งในชีวิต มองมุมไหนก็ดูอลังการงานสร้างไปหมดทุกส่วนของปราสาท ภายใต้ความใหญ่โตของนครวัดเต็มไปด้วยความละเอียดและสวยงามของลวดลายต่างๆ ที่ถึงแม้จะผ่านมานับหลายร้อยปี แต่ความงดงามก็ยังคงทนอยู่ถึงทุกวันนี้ เข้าใจแล้วว่าทำไมมันจึงกลายเป็นสถานที่ที่เราควรจะมาก่อนตายตามประโยคที่ใครหลายๆคนได้กล่าวไว้



ถัดจากอังกอร์วัดเดินทางไม่เกินสิบนาที เราก็มาต่อกันที่ ” ปราสาทบายน “ เพื่อมาชมความงดงามรอยยิ้มบนใบหน้าแบบบายนกัน ใบหน้าจะมี สี่หน้า สี่ทิศ อีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่ทำให้เรารู้ว่านี่คือปราสาทบายนอย่างแท้จริง ไม่ว่าเราจะเดินไปมุมไหนเราก็จะรู้สึกว่าเหมือนถูกจับจ้องอยู่ตลอดเวลา เพราะที่นี่เต็มไปด้วยรูปสลักหน้าคนอยู่ทั่วเต็มไปหมด




เราเดินทางมาต่อกันที่ ” ปราสาทตาพรหม “ กับภาพที่หลายๆคนอาจจะคุ้นเคยภาพนี้ในหนังเรื่อง Tomb Raider ซึ่งจุดนี้และที่เป็นไฮไลท์ของปราสาทตาพรหม โดยมีรากของต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นปกคลุมทั่วบริเวณของปราสาท จนกลายเป็นภาพและสัญลักษณ์ของที่นี่


แต่ละมุมของปราสาทตาพรหมเราจะได้เห็นรากต้นไม้ปกคลุม เป็นความงดงามที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ และทึ่งในความสามารถของมนุษย์ผู้สร้างปราสาทไปพร้อมๆกัน


สถานที่สุดท้ายสำหรับทริปนี้ของเราคือ “ปราสาท Banteay Kdei “ ซึ่งเป็นปราสาทที่ไม่ใหญ่มาก บริเวณจุดนี้เป็นอีกหนึ่งมุมที่เราชอบ เพราะจะได้เห็นความสวยงามของต้นไม้โบราณ ที่ตั้งอยู่อย่างกลมกลืนกับตัวปราสาทอย่างลงตัว

เส้นทางเดินเท้าเข้าชมปราสาทอาจจะใช้เวลาเดินซักหน่อย แต่ตลอดเส้นทางเราก็สนุกกับการชมต้นไม้ใหญ่แปลกตาได้ไม่น้อยเลยนะ

เที่ยวมาทั้งวัน เหนื่อยกันสุดๆ เราก็กลับเข้ามาที่พักเพื่อพักผ่อนกัน ภายใน Lub d Hostel มีห้อง Cooldown ไว้พักผ่อน นั่งฟังเพลง ดูหนัง สำหรับให้นักท่องเที่ยวได้มาเอนกายอีกด้วย เรียกได้ว่าเข้าใจหัวอกนักเดินทางที่เข้ามาพักได้ดีเลยหละ

วันที่สามก่อนเดินทางกลับ ขอใช้เวลาที่เหลือ Relex ในที่พักกันสักหน่อย เพราะยังมีอีกหลายมุมที่เรายังไม่ได้นำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นมุมนั่งชิลรับประทานอาหารบริเวณหน้าโฮสเทล กลางโฮสเทลก็จะเป็นสระว่ายน้ำลึก 1.2 เมตร หากมากันเป็นกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัว รับรองว่าสนุกสนานอย่างแน่นอน เพราะบริเวณนี้จะมีเสียงดนตรีเคล้าคลออยู่ตลอดทั้งวัน


สำหรับใครที่เป็นคนชอบนั่งนิ่งๆ มุมอ่านหนังสือก็มีนะ เลือกไปนั่งอ่านเพลินๆ เป็นการพักผ่อนอีกแบบที่ดีไม่ใช่น้อยเลย

นอกจากการว่ายน้ำ นั่งเล่นพักผ่อน การเล่นพลูก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำให้แขกไม่รู้สึกเบื่อ บอกเลยว่ามาพักที่เดียวมีครบจบทุกอย่างจริงๆ คิดถูกมากที่เลือกมาพักที่นี่กัน ใครมีแพลนมาเที่ยวเสียมราฐและกำลังมองหาที่พักสวยๆแบบราคาไม่แรงมาก แถมอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว แนะนำที่นี่เลยครับ

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม :
Tel : +855 63 968 900
Website : www.lubd.com/siemreap
Facebook : https://www.facebook.com/lubdsiemreap/






Leave a Reply